x x
x x

ประวัติศาสตร์การทูตไทย



ตราบัวแก้ว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2418
การต่างประเทศ เป็นภารกิจซึ่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากตระหนัก ถึงคุณค่าของการธำรง และ ส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันมิตร กับ ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ด้วยสันติวิธี ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศซึ่งเป็น ส่วนราชการ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง จึงมี ประวัติอันยาวนาน และ มีบทบาทที่ค่อนข้างชัดเจน ในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะในช่วงที่ ประเทศชาติประสบภัยคุกคามจากภายนอก หรือ ในช่วงที่มี ความจำเป็นต้องแสวงหาประโยชน์ และ ความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศเช่นในปัจจุบัน 


ตราบัวแก้ว ซึ่งเป็น รูปเทพยดานั่งในดอกบัว ถือดอกบัวข้างขวา ถือวชิระข้างซ้ายนั้น เป็นตราของกระทรวง การต่างประเทศ ซึ่งใช้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ ตราบัวแก้ว เป็นตราซึ่งเจ้าพระยาคลังใช้ประทับใน เอกสารของกรมเจ้าท่า และ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาต่างๆ ในปีพ.ศ.2418 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกราชการด้านการคลัง ออกจากกรมท่า


ตราบัวแก้ว จึงเป็นตราประจำตำแหน่งเสนาบดีจตุสดมภ์ กรมท่า และ ต่อมาเมื่อได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ จัดระบบราชการใหม่โดยแบ่งเป็น 12 กระทรวง ตราบัวแก้ว จึงเป็น ตราประจำเสนาบดีว่าการต่างประเทศ และ กลายมาเป็นตราของกระทรวงการต่างประเทศ



เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดีเสนาบดี
กระทรวงการต่างประเทศคนแรก
ระหว่างปี 2418-2428

พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
รัฐมนตรีว่า การกระทรวงการต่างประเทศ
ระหว่างปี 2495-2501
ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ประธานสมัชชาใหญ่ องค์การ สหประชาชาติ
ระหว่างปี 2499-2500
ในตอนต้นของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น การต่างประเทศ และ การคลัง ของแผ่นดิน ยังอยู่รวมกันภายใต้เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า


เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบรรลุนิติภาวะ และ ทรงบริหารราชการแผ่นดิน โดยสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2416 นั้น การติดต่อกับต่างประเทศ โดยเฉพาะ ระหว่างรัฐบาล กับ รัฐบาลตะวันตก ได้กลายเป็นราชการประจำ และ ในขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลประสบ คือ การคลังของแผ่นดิน เนื่องจากก่อนหน้านั้น การเก็บภาษีอากร ซึ่งเป็นรายได้หลักของแผ่นดิน ได้กระจายอยู่ตามส่วนราชการต่างๆ


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงแก้ไขปัญหาการคลังเป็นเรื่องแรก โดยได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2416 เพื่อเป็นที่รวบรวมรายได้แผ่นดิน และ ตรวจภาษีอากรของส่วนราชการต่างๆ และ เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกกรมพระคลังมหาสมบัติ ออกจาก กรมท่า พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ดำรงตำแหน่ง "ผู้ว่าการต่างประเทศ" และ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพระคลังมหาสมบัติ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่าวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2418 เป็นวันสถาปนากระทรวงการต่างประเทศ


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ
เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
12 มิถุนายน พ.ศ. 2428 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2466

ถึงแม้ว่ากรมพระคลังมหาสมบัติจะได้แยกออกไปจากกรมท่า และ มิได้อยู่ภายใต้ เสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2418 แล้วก็ตาม แต่กรมท่า ก็ยังคงมีส่วนราชการ ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงการต่างประเทศ หัวเมืองขึ้น และศาลอยู่ในสังกัด อีกจำนวนหนึ่ง


การโอนส่วนราชการ ซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ไปสังกัดกระทรวง หรือ กรมอื่นได้เริ่มขึ้นโดยการโอนกรมอาสาใหม่ซ้าย - ขวา ไปสังกัดกระทรวงกลาโหม และ โอนกรมพระคลังราชการ กับ กรมพระคลังป่า จากไปสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ในปี พ.ศ. 2430


โอนศาลกรมท่ากลาง ศาลกรมท่าซ้าย ศาลกรมท่าขวา และศาลต่างประเทศ ไปสังกัด กระทรวงยุติธรรม ในคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกระทรวงนั้น เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434

โอนหัวเมืองขึ้น 14 เมือง ไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อคราวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแบ่งหน้าที่ ระหว่าง กระทรวงกลาโหม กับ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2437

โอนกรมท่าซ้ายไปสังกัดกระทรวงนครบาล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 และ โอนกรมท่าขวาไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2470

ในการแปรสภาพกรมท่ากลาง ให้เป็นกระทรวงการต่างประเทศ ตามแนวทางบรรดาอารยประเทศนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์ วโรปการฯ ได้ทรงดำเนินการควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มจากการขอพระราชทานที่ทำการเสนาบดี และ ข้าราชการทุกคนแทนการใช้วัง หรือ บ้านของเสนาบดีเป็นที่ทำการ ซึ่งก็ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสราญรมย์ให้ใช้เป็นที่ทำการแห่งแรก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2428 โดยใช้ชื่อว่า "ศาลาว่าการต่างประเทศ" และ ยังไม่ใช้ชื่อว่า "กระทรวงการต่างประเทศ" ถึงแม้ว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ จะทรงใช้ตำแหน่ง " เสนาบดีว่าการต่างประเทศ" แล้วก็ตาม สำหรับชื่อ "กระทรวงการต่างประเทศ" นั้นปรากฏว่าได้เริ่มใช้เมื่อ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกเลิกระบบจตุสดมภ์ และ ทดลองใช้ระบบเสนาบดีสภาเมื่อปี พ.ศ. 2431 โดยกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหนึ่งในสี่กระทรวงแรกของแผ่นดิน และต่อมาในปี พ.ศ. 2435 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งประกอบด้วยส่วนราชการ 12 กระทรวง และเสนาบดีสภาเป็นการถาวร กระทรวงการต่างประเทศก็เป็น 1 ใน 12 กระทรวงดังกล่าว

สำหรับการจัดระบบการปฏิบัติราชการ ในศาลาว่าการต่างประเทศ และ กระทรวงการต่างประเทศนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ ได้ทรงริเริ่มการใช้ ระบบสารบรรณ และ บรรณสารตามแบบสากล การใช้ระบบเงินเดือน การจัดทำทะเบียนประวัติ และ การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ ของตำแหน่งต่าง ๆ ให้แน่ชัด กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ จนถึงปัจจุบัน

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชม : http://www.mfa.go.th/web/2680.php


x